ทีแรกจะเขียนยาวให้ครบหนึ่งวันไปเลย  แต่ดูแล้วมันเยอะเกินไป   
แบ่งออกเป็น 2 ช่วงดีกว่า  จะได้ไม่โหลดนานด้วย  เข้าเรื่องเลยละกัน

แพลนของวันนี้เอาแค่เบาะๆ Ueno กับ Akihabara


การเดินทาง ใจเขา ใจเรา

ก่อนมาเราตกลงกันว่า ใครอยากไปไหนไป  ไม่อยากไป กูไปเอง ฟังดู
เหมือนทางใครทางมัน   แต่การร่วมทริปกับใครสักคนทั้งพ่อแม่พี่น้อง
เพื่อนฝูงหรือคนที่เราไม่ได้รู้จัก อย่างกรุ๊ปทัวร์เป็นต้น    เป็นเรื่องที่
ลำบากมาก เพราะความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน   อาหารการกิน
 สถานที่ที่อยากไป   และลักษณะนิสัย      

 

 

นิสัยเป็นสิ่งสำคัญสุดเลย ยิ่งแบ็กแพ็กด้วยแล้ว   ความคิดต่างกันนิดเดียวนี่
พาทริปล่มได้เลย       นับเป็นการปรับตัวเข้าหากันอย่างมาก   ขัดแย้งกันก็
ไม่ได้   ถ้าทะเลาะขึ้นมาก็เป็นปัญหาใหญ่อีก   แต่จะทิ้งไปเลยก็ไม่ได้เพราะ
ร่วมทริปกันมาแล้ว   มันไม่ใช่เราไปเที่ยวในกรุงเทพหรือประเทศไทย
บ้านเรา   แต่นี่คือต่างประเทศ ที่ที่เราไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย  
รู้จักผ่านทางรูปหรือฟังจากคำบอกเล่าของคนอื่น  

 

เช้านั้น ทะเลาะกันจนได้ครับ   มนุษย์เถรตรงกับมนุษย์ยืดหย่อน
เรื่องงี่เง่าสุดๆ ด้วยการที่ผมต้องการตื่นเช้า รีบไป   เพราะไม่ต้องการเจอ
ช่วง rush hour ตามที่เคยได้ยินกิตติศัพท์มา    แต่เพื่อนผมเป็นคนนอน
ตื่นสาย กว่าจะปลุกกว่าจะทำไรได้ไม่ทันกินพอดี    จากที่วางไว้ว่าจะออก
จากที่พักตอน 7.30-8.00 กลายเป็นออก 8.30-9.00 แทน 

    

 

จริงๆ มันก็ไม่ใช่ความผิดเรา และก็ไม่ควรมาทนแบบนี้ด้วย    แต่จะทำไง
ได้พากันมาแล้วนินา    ดีที่เป็นเพื่อนสมัยมัธยมต่างก็รู้นิสัยกันดี นี่ถ้าเป็น
คนอื่นยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นยังงัย  (ถึงจะรุ้จักมา10ปีก็เหอะ   เจอให้มารอ
นานๆแบบนี้ ผมก็บ่นได้ทุกที      และมันก็แถหรือกลบเกลื่อนได้ทุกทีเช่นกัน
><  ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทนคบมันมาจนถึงตอนนี้ได้งัย)

 

 

ถึงแม้ทริปนี้ จุดเริ่มต้นของนิสัยเราจะเหมือนกันคืออยากไปดูเทคโนโลยี
ความทันสมัยของบ้านเมืองเค้า   แต่อย่างอื่นมันก็ไม่ตรงกันซะเลย   เช่น
ศาลเจ้าที่ญี่ปุ่นเยอะอยู่แล้ว  มันก็บอกว่าจะไปทำไมวะ เหมือนกันทุกๆที่เลย
  หรือบางครั้งในเรื่องที่ตรงกันอย่างเทคโนโลยีก็มีส่วนที่ขัดกัน คือ
ระดับความชอบมันต่างกันอีก   ช่วงย่าน Akihabara นี่ลำบากมาก
ตัวเพื่อนผมก็จะไปดูคอม ดูอินเตอร์เนต   ส่วนผมนี่จะดูอนิเม ดูเกมซะมาก
แยกกันก็ไม่ได้ พาไปด้วยก็ต้องรีบดูอีก  เกรงใจกันเข้าไป

 

 

เดินหย่อนอารมณ์ที่สวนอุเอโนะ


นั่งรถไฟจาก Asakusa มายัง Ueno หาข้าวปั้นกับน้ำใส่ปากก่อนเดิน
ตะลุยเมือง   จากนั้นเดินลัดไปยังด้านข้างของสวนUeno เพื่อที่จะstart
จาก national museum ก่อน     สวนuenoแห่งนี้ใหญ่มาก มากซะ
จนเกินความว่าสวนไปแระ   มีพิพิทธภัณฑ์ตั้งหลายแห่ง  มีสวนสัตว์
มีศาลเจ้าด้วย

 

 


ที่แรกที่เดินผ่าน เป็นพิพิทธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ หัวรถจักรตั้งอยู่ด้านข้าง
เดินไปอีกหน่อยด้านขวาของพิพิทธภัณฑ์  จะพบรูปปั้นปลาวาฬยักษ์ แต่
เนื่องจากเซฟคอสครับ เลยไม่ได้เข้าไป    ตั้งใจว่าจะไปเสียเงินให้กับที่ต่อ
ไปต่างหาก


national museum ดูเก่าแก่ดีจัง   หน้าทางเข้าก็จะมีทั้งคนญี่ปุ่นและ
คนต่างชาติ   มากลุ่ม มาเดี่ยว    ต่างพากันมาชมที่แห่งนี้   เราไปกันก่อน
เวลาเปิด 9.00  ทางเข้าแม้มีทางเดียวแต่จะมีพนักงานใส่ชุดดำคอย
ตรวจอยู่    ที่ขายตั๋วจะมีสองฝั่ง ผมจำไม่ได้ว่ามันต่างกันตรงไหน  รู้แต่
ว่าตั๋วมีสองแบบ


แบบแรก เข้าชมได้ในส่วนทั่วไป  จะเข้าชมพิพิทธภัณฑ์พระราชสมบัติ
ของกษัตริย์ โชกุน ไดเมียว...อะไรก็ช่างมันเหอะ
แบบสอง ก็เข้าชมได้ทุกสถานที่ภายใน national museum แห่งนี้
แน่นอนเราเลือกแบบ exclusive นี่เลย   ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็คิดเช่นกัน


เข้าไปจะเห็นกลุ่มทัวร์ หรือฝูงคนเดินแห่ตรงไปยังอาคารหลังนึง  โดยไม่
แวะหรือหยุดเข้าอาคารไหนเลย    แต่พวกผมขอแวะหน่อยละกัน ไว้ค่อย
ตามไปทีหลัง   ด้านซ้ายจะมีพิพิทธภัณฑ์ย่อยเกี่ยวกับประเทศแถบเอเซีย
ข้างในก็จะมีการจัดแสดงพวกรูปปั้น เครื่องถ้วยชาม  วัตถุโบราณต่างๆ     
(ทำไมมีแค่ประเทศหลักๆ 4-5 ประเทศเอง   ประเทศไทยไม่เห็นมีเลย)

 


ของภายในก็แปลกตาดี  แต่มันต่างกับความรู้สึกตอนเข้ามาที่ เห็นห้อง
โถงที่สวยงาม และเพดานสูงขนาดนั้น      ชั้น2 นี่ พนักงานบอกว่ายังไม่
เปิดบริการ    อย่างที่บอกว่าไม่มีคนสนใจ เลยกลายเป็นว่ามีแค่ผมกับเพื่อน
เดินดูอยู่สองคน


ออกมาจากพิพิทธภัณฑ์แถบเอเซียดังกล่าว   เดินเข้าไปส่วนในก็เข้าใจ
เหตุผลว่าทำไมเค้ารีบเข้ามาที่นี่ตั้งแต่แรก    คนต่อคิวเยอะมาก   นี่พากัน
มาดูคอนเสิร์ตหรือรอซื้อเกมออกใหม่กันเนี่ย      เข้าไปเค้าห้ามถ่ายรูปนะ
ครับ  กว่าจะรู้ตัวก็ขึ้นมาชั้น2แระ   ภายในก็จะรวมของเก่าล้ำค่าของ
ญี่ปุ่นไว้ ตั้งแต่เครื่องปั้นดินเผา  ยันโลงศพ ><  ที่ตื่นตาตื่นใจที่สุดคง
เป็นส่วนที่จัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ในสมัยนั้น  ทั้งดาบคาตานะ เกราะ
ซามูไร  ธนู เป็นต้น

 


การมาครั้งนี้ทำให้รู้ว่า เราควรศึกษาสถานที่ที่เราจะไปให้ดีเสียก่อน  ว่า
ข้างในเป็นยังไง มีอะไรบ้าง ตรงกับใจเรามั้ย  ถามผมสำหรับที่นี่ก็ปกติ  
ไม่ได้ดูแปลกตาหรือพิศวงรัยมากมาย   ก็มีบ้างแต่ไม่ทั้งหมด ยิ่งเพื่อน
ผมด้วยนี่แล้วใหญ่เลย  ถึงมันไม่พูดแต่การแสดงออกหรือบางอย่างทำให้
ผมเข้าใจ    เพราะงั้นสำหรับคนที่ตั้งใจจะมาที่นี่ถ้าไม่ได้ชอบหรือรัก
ประวัติศาสตร์ งานศิลปะสมัยเก่า วัตถุโบราณละก็ ผมไม่แนะนำดีกว่า
มันจะพาลเบื่อเอาเปล่าๆ    แต่ถึงจะไม่ได้ซึมซับกับที่นี่มาก ก็เดินจนครบ
ทุกห้อง กินเวลาช่วงเช้าเราไปพอสมควร


ออกมาก็มาโผล่ทางด้านหน้าของพิพิทธภัณฑ์  นั่งเล่นซักพักตรงกลาง
สระน้ำขนาดใหญ่แล้วจึงออกเดินต่อ  ในสวนแห่งนี้มีที่แปลกๆ สวยๆทั้ง
นั้น  แต่ก็ไม่ได้เข้าไปหรอกนะครับ  เพราะเรากะว่าจะต้องไปถึง
Akihabara ตอนบ่าย   กว่าจะออกจากพิพิทธภัณฑ์ที่แรกก็ปาไปเกือบ
เที่ยงแระ  สวนสัตว์กับศาลเจ้าก็ไม่ได้เข้า   ถ่ายรูปด้านหน้ามาเป็นที่ระลึก
แทนละกัน

 

 

เดินออกมาจากสวน Ueno ทางด้านหน้าของสวน   ข้ามถนนเพื่อที่จะ
ไปต่อยังถนน Ameyoko  ทั้งสายของถนนเส้นนี้จะมีของขายตลอดทาง
ทั้งของกินของใช้ แบรนด์หรือไม่แบรนด์   แต่ดูจะออกบ้านๆ เหมือน
ตลาดนัดบ้านเรายังไงยังงั้น     

 


เที่ยงแล้วก็ตัดสินใจกินแถวนี้แหละ   เลือกร้านแพงซะด้วยนะ ราคาเฉลี่ย
อยู่ที่ 1000 เยน  เรื่องของเรื่องหาร้านไม่ได้ จะเดินแบกหน้ากลับไปร้าน
ต้นๆซอยก็กระไรอยู่   มัยยิ่งเดินร้านอาหารยิ่งหายอีกแล้วฟะ    เข้าไปก็
สั่งราคาเบาะๆอย่าง ข้าวหน้าเนื้อย่างมากิน  เนื้อติดมันย่างโรยด้วยพริกไทย
หร่อยทีเดียว  แต่ให้น้อยเมื่อเทียบกับร้านป้าที่เพิ่งไปมาเมื่อวาน
น้อยซะอยากจะกินอีกชามแต่ไม่เอาดีกว่า

 

 

 

 ***ไร้สาระประจำวัน

ระหว่างที่เดินอยู่ย่าน Ameyoko  ร้านขายเสื้อผ้าขนาดสองคูหา คนมุง
พอสมควร มีการลดราคาเสื้อผ้า   เป็นช่วงลดราคาก่อนเข้าหน้าหนาว  มี
เสื้อโค้ทเสื้อคลุมเพียบ  โฉบไปดูป้าย  ป้ายเขียนว่า 9900>2400
เฮ้ย!ลดเยอะเหมือนกันนี่หว่า      แล้วเสื้อ กางเกงแต่ละตัว ไนกี้ อดิดาส
ยืนนึกสักพักนึง เอาดีกว่า เสื้อโค้ทไนกี้ราคา 2400 เยน   เอาไปใส่เล่นก็ได้
หยิบเสื้อตัวนั้นไปหลังร้าน   

...

เดินออกมาพร้อมเสื้อกับเศษหน้าที่แตกออกมา


ตอนเดินไปถาม มันไม่ใช่ 2400  แต่เห็นมันกดเครื่องคิดเลขใหญ่เลย
ตอนกูคิดแปลงค่าเป็นเงินไทยยังไม่กดเยอะหยังงี้เลย   ตีความได้ว่า
ไอ้ 9900>2400 มันเป็นส่วนลด จากราคาเต็ม 
ให้ตายเหอะ  หน้าแตก เพล้งๆ

 

วันที่สองที่มาเหยียบแผ่นดินแดนอาทิตย์อุทัย


วันนี้แพลนเราจะไปshinjuku แล้วนั่งรถไฟไปยัง Ogikubo จากนั้น
นั่งกลับมายังHarajuku เดินลัดเลาะลงมาจากถึง Shibuya แล้วค่อย
กลับ Asakusa      จริงๆตอนแรกว่าจะเดินไล่จาก Shinjuku-
Harajuku-Shibuya เลย   แต่เห็นว่าเส้นทางมันพอไป Ogikubo
ได้ด้วยเลยใส่ไปในทริป


ออกจากAsakusa ตอน8โมง  มาถึงสถานี Shinjuku Gyoenmae
ก่อนออกจากสถานีก็เจอเรื่องทันที เพื่อนผมทำตั๋ววันเดย์พาสหายซะงั้น  
กลายเป็นว่าวันนี้ต้องเสียเงินนั่งรถไฟทั้งทริปเลย

 

 

มื้อเช้าเพื่อความประหยัดก็เริ่มด้วยข้าวปั้น 130เยนก่อนเลย  ไส้รัยก็ไม่
รู้อ่านไม่ออก   ตัวฮิรางานะ คาตาคานะก็ไม่เขียนนะ  ใช้มันเข้าคันจิเนี่ย
เราเริ่มเดินลัดเลาะมาจากทางด้านบนของชินจูกุก่อน  ด้วยศาลเจ้าTaisoji

 

 

รูปหลุมศพ มีแต่คนถามว่าถ่ายไปทำไม  ก็มันไม่เคยเห็นในบ้านเรานี่หว่า

 

 


ถัดไปเป็นศาลเจ้าใหญ่อีกแห่งของที่นี่ ศาลเจ้า Hanazono  มาญี่ปุ่นนี่
พบว่าเค้าจัดวางผังเมืองได้อย่างลงตัวนะ   ทุกเมืองจะมีศาลเจ้า  หลุมศพ
สวนหย่อมขนาดใหญ่    แรกๆ ดูขัดกันแหละ แต่พอไปนานๆแล้วกลับ
คิดว่ามันลงตัวได้อย่างดิบดี

 

 Shinjuku Promenade Park จะเรียกว่าสวนก็ไม่เชิง  มันออกเป็น
ทางเดินไม่ยาวมากนัก  มีต้นไม้ปลูกล้อมรอบ มีรูปปั้นตามทาง

 

 

เดินต่อไปตามทางเรื่อยๆ  จนถึงช่วงที่ต้องแยกไปทางย่านคาบุกิโจ
ต้นกำเนินยากุซ่าของประเทศนี้  แต่ปรากฏว่าหลงสิครับ แผนที่บอกให้
สังเกตตึก isetan เดินเลยไปได้สักพักนึง  จนตระหนักได้แล้วว่าไม่ใช่
แระ   หันกลับมาดู ตึก isetan มันมี3-4ตึกเลยนิหว่า   แถมอยู่คนละ
บล็อกด้วย  

 

 

 โชคดีที่ถามทางคนแถวนั้นแล้วพากลับสู่เส้นทางได้ แต่ต้องตัดคาบูกิโจ
ออกไป เพราะเสียเวลาไปกับการหลงมาก   คนที่พาเรากลับมาเคยมา
เมืองไทยด้วยครั้งนึง  ก็คุยพอตามอัธยาศัย     ไหว้ลาก่อนแยกจากกัน  

 

 เดินลัดเลาะไปตามสถานีรถไฟ JR ชินจูกุ   เพื่อจะไปยังตึกที่สูงอันดับ
ต้นๆในญี่ปุ่น  ตึก Tokyo Metropolitan Metropolitan Building
ระหว่างทางถึงแม้ว่าเราจะไม่ชัวร์บ้าง ก็มีถามคนประปรายตามทาง   
แต่ก็พึงระลึกเสมอว่ามันอาจบอกเรามั่วก็ได้    ก่อนไปถึงตึกนี้คนนึงบอก
ไปซ้าย   อีกคนบอกไปขวา   จะให้เชื่อใครฟะเนี่ย   คนในประเทศยัง
มึนกันเองเลย

 

 

เดินมาได้พักใหญ่ก็เจอแระ  สูงตะหง่านที่สุดในย่านนั้น   ตรงด้าน
หน้าของตึกจะเป็นลานกว้างๆ รูปครึ่งวงกลม  มองในเชิงสถาปัตย์
สวยทีเดียว

 

 

 

 

พอถ่ายรูปข้างล่างเสร็จ  ก็เอะใจว่าทำไมคนมันน้อยจังฟะ   ถึงวันนี้วัน
เสาร์แต่มันก็ไม่ได้ปิดนิหว่า  เช็คก่อนมาแล้ว    เดินไปด้านหน้าประตู
ปิดไฟปิด    ถามเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าวันนี้มีการซ่อมบำรุงกระแสไฟ
ของตึก    ให้ตายเหอะ ทำไมมาอะไรเอาวันนี้เนี่ย

 

ที่เคืองคือ ถ้าขึ้นตึกนี่แล้ว เรากะว่าจะไม่ขึ้น tokyo tower เพราะว่า
มันฟรี   แต่ถ้าไปโตเกียวทาวเวอร์ต้องเสียเงิน

เซ็งอิ๊บ  ก็เลยไปที่ข้างๆต่อ หาข้อมูลจากในเนตมาแล้วว่าจะมีการเปิด
ท้ายขายของ เดือนละครั้งแถวๆตึกนี้แหละ    สภาพก็ไม่ต่างรัยจากบ้าน
เรามากนัก  คนเดินค่อนข้างน้อยด้วยเช่นกัน   ของส่วนใหญ่ก็จะเป็น
ของผู้หญิงซะมาก  

 

 เดินออกมา หันไปทางขวาตรงสวนอะไรสักอย่าง ซึ่งไม่ได้อยู่ในแพลน
เลย   เข้าไปดู เอ้าเปิดท้ายขายของอีกแล้วเหรอ    แต่ของที่นี่จะหลาก
หลายกว่านะ  มีทั้งของเด็ก ผู้ชาย หรือของสะสมแปลกๆก็มี     สวนที่
เข้ามานี้ทำให้เราเห็นใบไม้(เกือบจะ)แดงต้นแรก ในการมาครั้งนี้มี
น้ำตกจำลองด้วย    ถ้าผมจำไม่ผิดกับอ่านไม่ผิดนะ เค้าเรียกว่า
ไนแองการ่า รัยสักอย่างนี่แหละ (เหมือนตรงไหนหว่า)

 

เสร็จจากเดินชมสวน ก็นั่งรถไฟไปต่อยัง Ogikubo เพื่อไปดู
พิพิทธภัณฑ์แอนิเมชั่น    ที่เมืองนี้เป็นชานเมืองของโตเกียว  ก่อนมา
เราตัดสินใจจะมาหาข้าวเที่ยงกินที่เมืองนี้กัน   ปรากฎว่าสังหรณ์ผม
ไม่ผิด ยิ่งออกนอกเมืองของกินยิ่งแพงขึ้น  เดินไปไกลเท่าไหร่ร้าน
อาหารเริ่มหายากแถมแพงอีกต่างหาก    เลยตัดใจกินข้าวปั้นกันต่อ

 

เดินมาตามแผนที่ มาตกม้าตายหลงทางตรงสี่แยกใหญ่  เดินไปคนละ
ทางเลย    กลับตัวได้ตอนไปไกลแระ  ถามคนแถวนั้นเค้าบอกว่าเราเดิน
ทะลุแผนที่   เก่งจริงๆเล้ย   ได้ป้ากับคนงานก่อสร้างแถวนั้นช่วยบอก
ทางให้กลับมาสู่เส้นทางได้  

 

ระหว่างทางทุกเสาไฟก็จะมีป้ายของสโมสรฟุตบอล FC Tokyo
ประดับอยู่   ดูเหมือนกับว่าจะเป็นทีมของที่นี่นะ  หรือไม่งั้นสนามบอล
ของทีมนี้คงอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแหละ    เสียดายบ้านเรายังไม่เห็นเป็น
รูปธรรมแบบนี้  จะมีก็คงทีมชลบุรี FC หละมั้งที่มีป้ายปิดตามที่ต่างๆ

 

มาถึงจนได้พิพิทธภัณฑ์อนิเมชั่น   ด้านหน้าเป็นป้ายเหล็กของการ์ตูนดัง
เรื่องต่างๆ   เข้าไปนึกว่ามาผิด  ชั้นล่างเหมือนเป็นที่ทำการสักอย่างซึ่ง
ไม่เกี่ยวกันเลย   

 

 

ป้ายบอกให้ขึ้นไปชั้น 3-4  ขึ้นมาก็เจอกันดั้มยืนต้อนรับก่อนเลย 
ภายในก็จัดแสดงเกี่ยวกับอนิเมชั่นทั้งหมดที่ผลิตมาในประเทศญี่ปุ่น

 

 

เสาตรงกลางจะมีบอร์ดให้นักเขียนที่แวะเวียนมาที่นี่ วาดรูปและเซ็นกัน
ลองดูละกันครับว่ารู้จักท่านไหนบ้าง

 

เค้าเตอร์ก็จะมีของที่ระลึกจากเรื่องต่างๆวางขาย  แต่ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่
แล้วก็มีโบวชัวร์ใบปลิวต่างๆ   แถมมีตราให้แสตมป์เป็นลายของอาจารย์
ฟูจิโกะ ฟูจิโอะด้วย 

 

กำแพงด้านข้าง แสดงผลงานอนิเมชั่นต่างๆในรอบแต่ละปี   ดูแล้วยิ่ง
ใหญ่เหลือเกิน  ทำไมบ้านเราคำว่าการ์ตูน ถึงไม่ถูกมองให้เป็นแบบนี้มั่ง
เนี่ย

 

 ถัดมาอีกก็จะเป็นจำลองโต๊ะของนักเขียน 3 ท่าน   อันนี้ผมจำไม่ได้ว่า
ใครมั่งนะ

 

 นี่เป็นแผ่นเฟรมที่กว่าจะได้ออกมาในแต่ละวิ แต่ละนาที

 

ในนี้จะมีห้องๆ นึง เหมือนกับเป็นห้องเวิร์คชอปของคนที่เข้ามาเยี่ยมชม
มีให้ทดลองเล่นคอม   ดูอนิเมชั่นแบบง่ายๆ และให้ทดลองวาดภาพ
การ์ตูนจากแบบที่มีให้   ด้วยอุปกรณ์จริง

 

 

ชั้น4 ในแต่ละเดือนจะมีจัดนิทรรศการของนักเขียน   โดยที่เรามานี่เป็น
คิวของอาจารย์ที่เขียนเรื่อง creamy mami  การ์ตูนเก่ามากกกกกกกกก  
อยู่ในความทรงจำตอนเด็กเพียงแค่เสี้ยวเดียวเอง    จำได้ว่าเคยดูไปตอน
นึงนะ   เป็นการ์ตูนสาวน้อยเวทย์มนต์เรื่องแรกๆ เลย       ในชั้นนี้ก็จะนำ
ผลงานต่างๆ รวมถึงของเล่นของที่ระลึกจากการ์ตูน   ลายเซ็น  ภาพร่าง
และเปิดฉายอนิเมให้ชมกัน 

 

 

 เดินออกมา จะพบศาลเจ้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ชื่อขอไปค้นก่อนนะครับ  ไม่ได้ถามหรือหาข้อมูลก่อนไปด้วย ***Ogikubo Hachiman Jinja

 

นั่งรถไฟกลับมายังแถว Shinjuku แล้วเดินต่อมาไปยัง Harajuku
ใกล้จะเย็นแล้วคนเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ 

 

ถึงย่าน Harajuku   แต่จะให้เดินหมดคงทั้งวันแหง  เลยตัดที่อื่นออก
เอาที่สำคัญอย่าง Takeshita-dori ไว้     ตรอกหรือซอยนี้จะปิดการ
เข้าออกของยานพาหนะ   เป็นถนนคนเดิน ผู้คนทั่วทุกสารทิศต่างพากัน
มาจับจ่ายใช้สอย   มีทั้งคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติเดินกันให้ว่อนเลย

 

 

ระหว่างทาง เพื่อนแวะดูน้ำหอมให้แฟนมัน    ก็ต้องมาหลบนั่งพักอยู่
ข้างๆ  หันไปข้างๆ เจอ สถาบันดนตรีของ Avex ด้วย  จะดีใจมากถ้า
เจอบริษัทแม่   หรือว่ามันอยู่ใกล้ๆนี่เอง

 

หลุดออกมาจาก Takushita dori ได้ก็เจอสถานีรถไฟ Harajuku
ตั้งเด่นสง่าอยู่   เหมือนเป็นสถานีรถไฟโบราณแล้วมาปรับปรุงซ่อมให้
ดูคลาสสิค    คนเยอะมากจนแทบไม่ได้สังเกตพฤติกรรมคนที่นั่นเลย
มีประหลาดใจสุดคือบางคนเอามาตัวใหญ่ๆ ขนฟูๆ มาเดินในฝูงชน
แบบนี้ด้วย    ไม่กลัวโดนเหยียบเรอะ

 

 

เดินเลยมาอีกหน่อย จะเจอสวนYoyogi เป็นสวนขนาดใหญ่  เรียกว่า
พฤษกชาติเลยก็ได้มั้ง ต้นไม้แต่ละต้นสูงใหญ่จริงๆ   เสียดายอีกคือเริ่ม
มืดแล้ว  อีกอย่างน้ำมันเครื่องของพวกเราใกล้หมดถังแล้ว    ถ้าเดินเข้า
ไปมีหวังยาวแน่ๆ  เลยถ่ายมาแต่ด้านหน้าแทน     ส่วนฝั่งตรงข้ามของ
สวนก็เป็น Yoyogi Sport Center ครับ

 

 

เดินลัดเลาะต่อไปเพื่อจะลงไปยัง Shibuya  ระหว่างทางพบสิ่งต่างๆ
หลากหลายมาก ทั้งใบไม้เกือบแดง  สถานีโทรทัศน์ NHK และเทศกาล
ผักนานาชาติ 

 

 

 

 

สุดท้ายเราก็เข้าสู่เขตแดนของแฟชั่นแล้ว (จริงมันเริ่มตั้งแต่ Harajuku
แล้วแหละ   แต่ที่นี่จะศูนย์รวม จุดนัดพบ แหล่งซ่องสุมของวัยรุ่น 555)
คนเยอะมากถึงที่สุด ยิ่งวันเสาร์อาทิตย์ แถมเลือกมาเวลาดีตอนเย็นด้วย
(ตั้งใจวางเวลาไว้แบบนี้แหละครับ  อยากเห็นความวุ่นวายของคนที่นี่) 

 

4 แยกใหญ่ของที่นี่  โอ้โห มาแล้วถ้าหลงกันนี่กลับไปเจอกันที่พักได้
เลยนะเนี่ย  เค้าจะรีบไปไหนของเค้ากัน      คนเยอะทั้ง4 ด้าน  แต่ข้อดี
ของคนญี่ปุ่นคือ   ต่อให้ไฟแดงแล้วถึงไม่มีรถวิ่งผ่านเค้าก็จะไม่ข้ามกัน
จะมีบ้างแต่ก็ส่วนน้อย แล้วก็จะเห็นตามไฟแดงเล็กๆเท่านั้น     มีวินัยดี
จริงๆ  ผิดกับบ้านเราเล้ย  

ถ่ายรูปเบลอหลายภาพเลย  คนเดินกันให้ว่อน

 

 

ถึงใจกลางของ Shibuya แล้ว ทั้ง Tokyu ตึก109 ลานหน้าสถานี
รถไฟ แล้วรูปปั้นฮะจิโค   ตรงลานนี่หันมองตั้งนาน ที่ไหนได้อยู่ใกล้ๆ
คนเยอะชิบเป๋งไม่รู้มารออะไรกัน   ยิ่งตรงฮะจิโคด้วยแล้ว คนขอ
ถ่ายรูปคู่ด้วยเต็มไปหมด

 

ทันใดนั้นคัลเลอร์ไทมเมอร์ของพวกเราก็เปลี่ยนเป็นสีแดง  มีเสียงดัง
เตือนขึ้น  เป็นนัยบอกว่าใกล้จะครบ 3 นาทีที่อยู่บนโลกมนุษย์  หาของ
กินกันได้แล้วเฟ้ย    แต่ด้วยที่ว่าวันนี้ใช้เดย์พาส  ขอต่ออีกที่นึงเหอะไป
แค่ถ่ายรูปก็ยังดี   ก็ไปที่Ginza กันต่อ ขอแค่ภาพตึก Wako ตอนค่ำก็พอ                                                     ตึกทรงโบราณกับแสงไฟที่สาดส่อง บวกกับบรรยากาศยามค่ำคืน

 

สุดท้ายเราก็แบกสังขารกลับมายัง Asakusa  ไม่สนแระของเขิง
ขอกินข้าวก่อน ร้านไหนก็ได้  เพราะตั้งแต่เช้ามาใช้พลังข้าวปั้นไป 2 ลูก
ร้านนี้อยู่ตรงหัวมุมสี่แยก Asakusa ขายอาหารญี่ปุ่น   ร้านอาหาร
ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้เครื่องออกตั๋วหมดแล้ว   เข้าไปก็มึนๆ เอ๋อๆ อยู่พักนึง
พออ่านได้บ้าง แต่ทำไมต้องเป็นคันจิเกือบหมดเลยฟะ 

 

 

 

 

เมนูที่เป็นอาหารญี่ปุ่นมื้อแรก ก็คือ ชีสคัทซึด้ง  อร่อยมาก ชีสนี่ล้นทะลัก
เลย แต่กินไปนานๆแล้วรู้สึกหวานเกินไปแระ  เหยาะโชยุหน่อยนี่ทีเด็ดเลย
ที่นี่ไม่รู้ว่าสั่งแยกได้รึเปล่า เห็นมีโซบะกุ้งเทมปุระยักษ์   แต่ในตู้ออกตั๋ว
มันไม่มีกุ้งเทมปุระอย่างเดียวอ้ะ

 

 

 

ร้านนี้มีพนักงาน 4 คน กะเช้า2 กะดึกอีก2   ตอนที่เราไปเจอกับป้าใจดี
คนนึง  บริการเสริฟ์น้ำอาหารให้อย่างดี    ช่วงที่พวกผมถ่ายรูปกันเค้า
ก็ถามมาเป็นภาษาญี่ปุ่นยาวๆเลย  (ในใจ ยังเพิ่งขั้นเบื้องต้นเอง อย่ายิง
คำถามเยอะได้ม้าย)  ก็เดาเอาว่าเฮ้ยเค้าต้องไม่ให้ถ่ายรูปแหงเลย  
ยื่นกล้องไปให้ เค้าบอกว่าจะถ่ายรูปให้   ใจดีจัง ติดใจร้านนี้เลย กลายเป็น
ว่าเวลาหิวก็มาร้านป้านี่แหละ   เอาร้านมาโปรโมตในบล็อกให้ด้วย


 

 จบแล้วครับ สำหรับวันนี้เหนื่อยที่สุดเลยก็ว่าได้  ตั้งแพลนมาซะเยอะ
เกิน  คราวหน้าถ้ามาอีกคงมีเวลาไล่เก็บที่เหลือแหละ  ไม่เดินทางไกล
แบบนี้แล้ว

 

*** ไร้สาระของวัน


เรื่องมีอยู่ว่า คืนก่อนหน้า เพื่อนผมกรนดังมาก  นอนแทบไม่ได้เลย
จนตอนเช้าต้องซื้อ ear plug เตรียมรอไว้อุดหูตอนนอน     คืนวันนั้น
กลับที่พักได้ ด้วยความเหนื่อยล้าของร่างกายมนุษย์ก็ไม่ไหวแล้ว 
อาบน้ำเสร็จก็เตรียมตัวนอน  เพื่อนผมพลังยังเหลือออกไปเดินเที่ยวต่อ
ทั้งๆที่ ทั้งวันนี้มันบ่นมาตลอดทางว่าเจ็บเท้า เปลี่ยนรองเท้าไปคู่นึงด้วย

แต่ตอนที่มันออกไปมันไม่ได้บอกผมก่อน   ไอ้เราก็นึกว่ามันออกไปอาบน้ำ
เด่วคงเข้ามาเคาะประตูเรียกให้เปิด   ก็เขียนไดอารี่ อ่านหนังสือไปพลาง
จนเผลอหลับไป   ซึ่งตอนนั้นใส่ ear plug และ ล็อคประตูเรียบร้อยแล้ว


หุหุ คงเดาภาพออกนะครับว่าเป็นงัยต่อ    ตื่นมาอีกทีก็ถามมัน
A:"เฮ้ย! เมื่อคืนเข้าห้องมาได้งัยวะ  กุญแจมีดอกเดียวแล้วอยู่ที่กูด้วย"
B:มึงรู้มั้ย ว่าเมื่อคืนก่อเรื่องไว้   
A:

ความว่า เมื่อคืนมันทั้งเคาะทั้งตะโกนเสียงดัง จนห้องข้างๆตื่นมาช่วย
กันเรียกผมเนี่ย    แถมไปลำบากโทรเรียกเจ้าของหอพักมาไขประตูให้
แสบสุด ยังมีหน้าไป joke กับคนอื่นว่าผมนอนตายอยู่ในห้อง   ทีนี้บาง
คนก็เชื่อดิ   ที่รู้เพราะตื่นมาลงไปทำธุระข้างล่างมีแต่คนถาม

จากเหตุการณ์ดังกล่าวเลยขอกุญแจไว้สองดอก ของใครมันรับผิดชอบ
กันเอง   วีรกรรมระหว่างประเทศทีเดียว

edit @ 7 Nov 2009 14:46:00 by XaCrIFicE


 

ออกจากบ้านตั้งแต่ตอนตี3 เกือบ ตี4   เครื่องบินออกจากสนามบิน
สุวรรณภูมิ ตอน6โมงเช้า    นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ไปต่างประเทศและ
เป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นเครื่องบิน     

 

 


นั่งกันรากงอกบนเครื่องบิน 6-7 ชั่วโมงกว่าจะถึงญี่ปุ่น    มื้อเช้า
วันนั้นเค้าให้เลือกระหว่างผัดหมี่กับออมเล็ท    ตอนแอร์มาถามไม่
ได้ตั้งใจฟัง เลยเลือกผัดหมี่มา   เห็นเพื่อนกินออมเล็ท เซ็งเลย!!!  
รสชาติก็พอกินได้   กินเสร็จก็ถึงเวลาบรรทม แต่ด้วยความไม่คุ้น
ที่ด้วยมั้งนอนไม่หลับ   นั่งฟังเพลง ดูหนังไปตลอดทาง     ก่อนถึง
สนามบินนาริตะก็จะมีผลไม้มาให้รับทานกันก่อนลงเครื่อง

 

 

 


เท้าเหยียบแดนอาทิตย์อุทัย  ก็เดินตรงเข้าไปที่ด่านตรวจ ทำเรื่อง
ทำเอกสารจนเสร็จเรียบร้อย (เอกสารเขียนให้ครบก่อนต่อแถวนะ
ครับ จะได้ไม่ช้า  แล้วก็อย่าแซงคิวหละ)  หลุดออกมาได้ก็ถึงเวลา
ผจญภัยแล้วสิ     ตอนนั้นเป็นเวลาบ่าย3  เราเลือกที่จะเข้าเมืองไป
ยังอาซาคุสะ ที่พักของเราด้วย รถไฟ skyliner  เพราะมันมี
โปรโมชั่น skyliner+metro 1 day  2100 เยนเท่านั้น

 

 


*Skyliner ที่ว่านี่แค่ขาเข้าเมืองเท่านั้นนะ  ขากลับถ้าอยากนั่ง
แบบนี้ก็ต้องซื้อตั๋วใหม่
**metro 1 day เดินทางด้วยรถไฟสายเมโทรไลน์ได้ทุกสาย
ภายใน1วัน    (คิดประหยัดมากไปเอาแค่ 1วัน   ถ้า+2day
จะ2400 เยน  รู้งี้ยอมจ่ายมากดีกว่า)

 


Skyliner เป็นรถไฟสายด่วนในเครือ Metro ที่วิ่งจากนาริตะไป
ยังเมืองใหญ่ๆ สถานีย่อยๆจะไม่จอด   ซึ่งจริงๆแล้วถ้าคนที่อยาก
เซฟนั่งเมโทรไลน์ก็ได้  ถูกกว่าแต่จะนานหน่อย วิ่งไปเส้นเดียวกัน
แต่ก็จอดมันทุกสถานี

 

 


วิธีการเข้าโตเกียวนอกจากเครือ metro แล้วยังมีของ JR ถ้าจำ
ไม่ผิดราคาจะแพงกว่า skyliner  ถึงแม้จะมีโปรโมชั่น แต่ผมว่า
ไม่เหมาะกับสไตล์ผมเลยขอบายดีกว่า

 

 

 

ตามเส้นทางเราต้องนั่ง skyliner ไปลงที่ อุเอโนะ แล้วนั่งรถไฟ
ต่อไปยัง อาซาคุสะ    ช่วงต่อรถไฟเป็นรถไฟสายปกตินี่มึนสุดๆ
ลองดูแผนที่สายรถไฟเค้าสิครับ ยิ่งกว่าบ้านเราอีก   บ้านเรามีไม่กี่
เส้น ระยะทางไม่ไกล     นี่ของเค้าพันกันหยั่งกับสายไฟในเครื่อง
คอม

 

 

 

มาถึงอาซาคุสะก็ราวๆ 6 โมงเย็น  ที่นี่มืดเร็วมาก 5-6 โมงก็เริ่ม
เห็นแสงไฟนีนอนจากตึกรามบ้านช่องแระ   ขึ้นมาจากรถไฟใต้ดิน
ก็ต้องมาตามหาอีกว่าที่พักอยู่ที่ไหน    เอาแผนที่ให้คนแถวนั้นดู
เค้ายังบอกว่าแผนที่เรามันแปลกๆ   (ไปเที่ยวไหนกรุณาปริ้นท์
แผนที่จาก google map ไปจะดีมาก)

 

 

 

 

 

 

 

ก็ลัดเลาะไปจนเจอจนได้  อยู่ในซอยเข้าไปอีก      ที่พักของทริปนี้
ของเราก็คือ khaosan tokyo original hostel  ที่เลือกที่นี่เพราะมี
คนแนะนำไว้เยอะ   ถูกด้วย  แถมอยู่ใกล้สถานีรถไฟหลักสามเส้น
สถาพภายในก็ธรรมดา หอพักเรียบง่าย  มีอุปกรณ์ต่างๆให้ใช้
ค่อนข้างแคบ และต้องอยู่รวมกับคนอื่นด้วย      ห้องพักที่จองไว้
เป็นแบบ private 2 คน  เป็นเตียงสองชั้น มีที่ให้ว่างให้เดินและ
วางของอยู่นิดนึง  

 

 

 

วางของเสร็จ ก็ขอออกไปเดินสำรวจแถวนี้สักหน่อย   เดินลุยไปยัง
ประตูแดง  โคมแดงและยักษ์สองตน วัดเแจ้งกับวัดโพธิ์   ไม่ใช่แระ
ไรจินกับฟูจินต่างหาก  เทพสายฟ้ากับเทพลม   ใครอ่านไยบะหรือ
นารูโตะน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี    

 

 

 

 

ด้านหลังประตูแดงนี้ก็เป็นเทพอีกสององค์ แต่ไม่รู้จักชื่อ  ถามคน
แถวนั้นแล้ว แต่ลืมจดมา

 

 

 

ถัดมาก็จะเป็นถนนที่จะไปสู่วัดเซ็นโซจิ   สองข้างทางจะมีร้านรวง
เต็มไปหมด   เสียดายตอนไปมันมืด ร้านทยอยกันปิดแล้ว  เลยไม่
เห็นของที่เค้าวางขายมากนัก    ไว้วันหลังจะมาใหม่

 

 

 

ในสุดก็จะถึงวัดเซ็นโซจิ  เสียดายช่วงที่ไปตัววัดด้านนอกปิดซ่อม
แซม  เลยไม่ได้ถ่ายภาพแบบเต็มๆมา   เสียดายอีกอย่างดูเหมือน
เราจะมากันช้าไป  วันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่เค้ามีงานอะไรสักอย่าง
 เห็นมีตั้งซุ้มขายของกินหน้าวัด

 

 

 

 

 

พากันเดินไปต่อยังแม่น้ำสุมิดะ ที่อยู่หลังที่พักเอง  จากตรงนั้นจะ
มองเห็นอนุสาวรีย์หรือรัยสักอย่างนี่แหละของบ. Asahi beer เป็นรูป
อุนจิสีทองก้อนยักษ์    เคยดูสารคดีเค้าว่าเป็นสิ่งนำโชคเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

เดินวนแถบนั้นได้สักพัก ก็กลับมาเตรียมตัวนอนเพื่อความพร้อม
สำหรับวันพรุ่งนี้ดีกว่า    มื้อเย็นคืนนั้นก็ประหยัดเลย ยำยำ 3 ซอง
 



*** ไร้สาระของวัน

พกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนี่มันเสื่อมนักรึงัยฟะ    ตอนตรวจที่สนาม
บินสุวรรณภูมิ  คนเปิดกระเป๋าเค้าก็ยิ้มๆ      พอมาที่พักตอนที่เราจะ
ทำกินกัน คนที่นั่นก็ถามอีก    คงงงมั้งว่าไอ้พวกนี้นี่มันมาจากไหนเนี่ย

 

edit @ 29 Oct 2009 06:12:01 by XaCrIFicE